
มูฟออนจากความเหนื่อยล้า! สร้างสมดุลชีวิตดิจิตอล กับ JOMO
ปีใหม่นี้ มาสร้างสมดุลชีวิตดิจิทัล (Digital Wellbeing) ด้วย JOMO กันค่ะ
สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกคน! เชื่อว่าหลายคนเพิ่งกลับจากการพักผ่อน แต่เอ๊ะ… ทำไมบางคนยังรู้สึก “เหนื่อย” อยู่เลย? หรือว่าปีที่ผ่านมาเราเสพข่าวสาร จ้องหน้าจอ หรือตามเทรนด์ AI กันหนัก จนเกิดอาการ “Tech Fatigue” (ความเหนื่อยล้าจากเทคโนโลยี) โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าคะ?
วันนี้เก๋เลยอยากชวนทุกคนมาคุยกันเรื่อง “Digital Wellbeing” หรือ “สุขภาวะทางดิจิทัล” ค่ะ เราจะอยู่กับเทคโนโลยีอย่างไรให้มีความสุข ไม่เครียด และไม่โดนมันควบคุมชีวิต!
📱 Digital Wellbeing vs Digital Detox ต่างกันนะ?
ในไลฟ์ล่าสุด เก๋กับคุณอามีน ศุภชัย ศศิกนก ได้คุยกันเรื่องนี้ และอยากแชร์ให้เพื่อนๆ ทุกคนฟังคะ
- Digital Detox: คือการ “หักดิบ” หยุดใช้ไปเลย เช่น ปิดมือถือ 1 วัน, ห้ามใช้เน็ต 8 ชั่วโมง วิธีนี้ดีสำหรับการรีเซ็ตตัวเองสั้นๆ แต่อาจจะทำยากในชีวิตจริง
- Digital Wellbeing: คือ “ความสมดุล” ค่ะ มันคือการที่เรายังใช้เทคโนโลยีทำงาน ใช้สอนหนังสือ แต่เรารู้จักบริหารจัดการมัน ไม่ให้มันมาเบียดเบียนเวลาพักผ่อน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
🌟 เทรนด์ใหม่ปีนี้: จาก FOMO สู่ “JOMO”
เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า FOMO (Fear Of Missing Out) หรืออาการกลัวตกข่าว กลัวตามเทรนด์ไม่ทัน จนต้องไถฟีดตลอดเวลา
แต่ปีนี้ เก๋อยากชวนทุกคนมารู้จักกับ “JOMO” (Joy Of Missing Out) ค่ะ!
มันคือ “ความสุขจากการพลาดข่าวสารบ้างก็ได้” ยินดีที่จะไม่รู้ทุกเรื่อง ปิดการแจ้งเตือนบ้าง แล้วเอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ เช่น การอ่านหนังสือ เล่นบอร์ดเกม หรือคุยกับคนในครอบครัว
🛠️ 3 วิธีง่ายๆ สร้างสุขภาวะดิจิทัล (ฉบับทำได้จริง!)
เก๋สรุปเทคนิคจากที่คุยกันใน Live มาให้ลองไปปรับใช้กันดูนะคะ:
- ใช้โหมด “ห้ามรบกวน” (Do Not Disturb) ให้เป็นนิสัย:
ในมือถือของเรา มีเมนู Do Not Disturb อยู่แล้วค่ะ ลองตั้งค่าให้เปิดอัตโนมัติเมื่อถึงบ้าน หรือ หลัง 2 ทุ่ม เพื่อให้เราได้พักสมองจริงๆ - แยกเวลางานกับเวลาส่วนตัว :
ถ้าเป็นไปได้ ลองแยกแอปฯ ทำงานออกจากเวลาพักผ่อน หรือตั้งค่า Focus Mode เพื่อปิดการแจ้งเตือนแอปฯ แชทงานในวันหยุด - ลองหา Activity แบบ Offline ทำบ้าง:
ลองวางมือถือแล้วหยิบ “บอร์ดเกม” มาเล่น หรือ “การ์ดเกม” มาทายคำศัพท์กับลูกหลาน นอกจากจะสนุกแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสมาธิ (Attention Span) ที่เสียไปจากการดูคลิปสั้นๆ ด้วยนะ
💡 Use Case: เอาไปใช้ในห้องเรียนอย่างไรดี?
เรื่อง Digital Wellbeing ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่สำคัญกับเด็กๆ มากค่ะ เก๋แนะนำให้นำไปประยุกต์ใช้ดังนี้:
- สอนเรื่อง “รู้เท่าทันอารมณ์” (Emotional Check-in): ก่อนเริ่มคลาส ลองถามนักเรียนว่า “วันนี้ใครรู้สึกตาล้า หรือเครียดจากโซเชียลบ้าง?” ชวนคุยเพื่อให้เขารู้ตัว (Self-awareness)
- สร้าง “Tech-Free Zone” หรือช่วงเวลาปลอดจอ: ในคาบเรียน อาจจะมีช่วง 10-15 นาทีที่ให้นักเรียนทำกิจกรรมกลุ่ม พูดคุย หรือเขียนลงกระดาษจริงๆ โดยห้ามหยิบมือถือขึ้นมา
- ใช้ AI ช่วยหาข้อมูล (เหมือนที่เก๋ทำ!): ในคลิปนี้ เก๋ใช้ NotebookLM ของ Google มาช่วยทำ Deep Research เรื่อง Digital Wellbeing เพื่อหาข้อมูลมาสอน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาเราไปได้เยอะ (ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เราทำงานน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น!)
💡 เก๋ชอบประโยคหนึ่งที่คุยกันในคลิปมากค่ะว่า…
“เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาควบคุมเรา”
ปีใหม่นี้ เก๋ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูและเพื่อนๆ ทุกคน ลองหาเวลาวางมือถือ แล้วหันมามองหน้าคนข้างๆ หรือดูแลใจตัวเองให้มากขึ้นนะคะ เริ่มต้นปีด้วยความสดใสและสมดุลไปด้วยกันค่ะ!
ใครลองทำ JOMO แล้วรู้สึกยังไง แวะมาคอมเมนต์เล่าให้เก๋ฟังบ้างนะคะ 👇
เก๋ – เก๋ไก๋ไฮเทค เทคโนโลยีการศึกษา
จารุณี สินชัยโรจน์กุล
🔗 ดูคลิปเต็มย้อนหลังได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=bj8H6W9hwps